Featured

ไป TeamLab ที่ไหนดี? รีวิวระหว่าง TeamLab Borderless และ TeamLab Planets

  • X
  • line

หลังจาก TeamLab Borderless กลับมาเปิดใหม่อีกครั้งที่ Azabudai Hills หลาย ๆ คนเลยอาจเกิดคำถามว่าแล้วจะไปที่ไหนดี? บทความนี้เราเลยขอพามาไขทุกข้อสงสัย เทียบให้เห็นภาพกันชัด ๆ ว่าภายใน TeamLab ทั้งสองมีอะไรบ้าง แล้วควรจะไปที่ไหนมากกว่ากัน

ไป TeamLab ที่โตเกียว เลือก Borderless หรือ Planets ดีนะ?


ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว TeamLab Borderless กลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ทำให้ในโตเกียวมี TeamLab อยู่ถึง 2 ที่ด้วยกัน คือ TeamLab Borderless กับ TeamLab Planets หลายคนเลยอาจลังเลว่า… ควรเลือกไปที่ไหน?

แม้จริง ๆ แล้วเราอยากจะตอบว่าไม่ควรเลือกไป เพราะควรไปทั้งสองที่เลย เพราะทั้ง Borderless และ Planets ต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ที่สำคัญคือแม้มีบางส่วนคล้ายกัน แต่ก็มีประสบการณ์บางอย่างที่ไม่เหมือนกันเลย แต่ก็เข้าใจว่าในบางครั้งอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เอื้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลาหรืองบสำหรับเที่ยว ทำให้ต้องเลือกแค่ที่เดียว แล้วจะไปไหนดี? ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวเรามีทิปส์เล็ก ๆ มาช่วยตัดสินใจให้!

ประสบการณ์ที่จะได้รับต่างกันไหม?


ทั้ง TeamLab Borderless และ TeamLab Planets สร้างและพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มศิลปินกลุ่มเดียวกัน ก็เลยมีอะไรเหมือน ๆ กันอยู่บ้าง แต่ถ้าลองไปจริง ๆ แล้วบรรยากาศและความรู้สึกที่ได้รับกลับแตกต่างกันมาก ซึ่งนี่แหละน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อย่างแรก TeamLab Borderless จะเน้นที่งานภาพ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ของภาพและแสงสีที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวได้ เล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหวแบบรอบด้านตั้งแต่บนผนังถึงพื้น อย่างเช่นภาพน้ำตกที่ไหลลงมา กลายเป็นดอกไม้ที่ค่อย ๆ โตขึ้น มีมุมถ้ำเล็ก ๆ เป็นเหมือนโรงละครแสดงแสงสี และมีฝูงสัตว์เคลื่อนย้ายผ่านผนังจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง

ส่วน TeamLab Planets จะเน้นให้เราได้สัมผัสงานศิลปะด้วยตัวเองมากขึ้น อย่างเช่นห้องที่พื้นและผนังนุ่มเหมือนหมอนยุบลงไปเมื่อเราเหยียบ หรืออีกห้องมีน้ำสูงประมาณเข่าให้เราสามารถลงไปเดินไป และมีปลาดิจิตอลว่ายไปทั่ว  ทันทีที่น้ำกระเซ็นโดนปลาเหล่านี้ ปลาจะเปลี่ยนเป็นดอกไม้บาน อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ที่นี่จะให้ถอดรองเท้าเดินตลอดเวลา แล้วก็รู้สึกว่าการสัมผัสศิลปะด้วยเท้าเปล่ามันเปลี่ยนประสบการณ์ไปเยอะมาก ๆ

สรุปคือ Borderless เน้นพาเราเข้าไปในโลกของภาพที่ดื่มด่ำเต็มที่ ส่วน Planets ชวนให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะด้วยตัวเองจริง ๆ!

แน่นอนว่าสำหรับใครที่รู้สึกไม่สบายใจที่จะถอดรองเท้าในที่สาธารณะ Planet อาจจะไม่เหมาะ แนะนำให้ไป Borderless ที่เราสามารถใส่รองเท้าเดินได้เต็มที่ ใช้สายตาชมผลงานแทน

ห้องข้างในเหมือนกันไหม?


ถ้าใครตั้งใจจะมาดูห้องไฟ LED สุดอลังการอย่าง Infinite Crystal World หรือ Universe ที่เต็มไปด้วยเสาไฟระยิบระยับแบบตะลึงตาค้าง บอกเลยว่าโชคดีมาก เพราะทั้ง Borderless และ Planets ต่างก็มีเวอร์ชันของผลงานนี้ให้ชมค่ะ แม้จะมีดีเทลต่างกันนิดหน่อย แต่ความว้าวจัดเต็มทั้งคู่แน่นอน

แต่ในส่วนของผลงานและห้องจัดแสดงอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เหมือนกันเลย

ที่ TeamLab Borderless อย่าลืมมองหาลูกบอลเรืองแสงในผลงาน “Bubble Universe”, เหล่าสัตว์ในตำนานญี่ปุ่นที่ออกมาเดินขบวนไปตามผนังใน “Walk, Walk, Walk: Search, Deviate, Reunite”, และ “Sketch Ocean” ที่เราสามารถวาดปลาทะเลของตัวเองแล้วดูมันแหวกว่ายไปกับฝูงปลาของคนอื่นในท้องทะเลจำลองสุดแฟนตาซี

ส่วนที่ TeamLab Planets ก็มีไฮไลต์อย่าง “Drawing on the Water Surface Created by the Dance of Koi and People – Infinity” ที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน เพราะให้เราเดินลุยน้ำไปพร้อมกับฝูงปลาคาร์ฟ และเมื่อเราสะบัดน้ำ ปลาก็จะกลายเป็นดอกไม้ หรือจะเป็นห้องบอลลูนยักษ์ใน “Expanding Three-dimensional Existence in Transforming Space” ที่เดินแล้วเด้งดึ๋งไปมาแบบสนุกสุด ๆ และอีกหนึ่งงานที่โรแมนติกมาก ๆ ก็คือ “Floating Flower Garden” ที่มีดอกกล้วยไม้จริง ๆ ลอยอยู่รอบตัวเรา ราวกับเดินอยู่ในสวนดอกไม้แห่งความฝัน

นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา TeamLab Planets เปิดโซนใหม่ล่าสุด ที่ขนความสนุกมาให้เราได้เล่นกันแบบจัดหนักจัดเต็ม รีวิวภายในจะเป็นยังไง อ่านได้ที่นี่เลย

ที่ไหนกว้างกว่ากัน?


ถ้าใครเป็นสายเที่ยวแบบ “ขอคุ้มไว้ก่อน” อาจจะสงสัยว่าไปที่ไหนจะให้ความรู้สึกคุ้มกว่ากัน ซึ่งพอเป็นงานศิลปะแบบดิจิทัลก็อาจจะวัดความคุ้มได้ยากหน่อย หากต้องเปรียบเทียบง่าย ๆ ที่สุด ก็คงเป็นเรื่องของขนาดพื้นที่ เลยจะพามาดูว่าแล้ว TeamLab ที่ไหนกว้างกว่ากัน?

คำตอบคือ Borderless ใหญ่กว่า Planets (หรืออย่างน้อยก็ให้ความรู้สึกใหญ่กว่า) เพราะจริง ๆ พอเข้าไปแล้วมันกว้างขวางซับซ้อนมาก เดินเพลินจนงงไปหมดเลย โดยทั่วไปแล้ว คนที่ไป TeamLab Planets จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ยกเว้นถ้ารีบมาก หรือเป็นสายถ่ายรูปที่ต้องแช่กับทุกมุมก็อาจนานขึ้นนิดหน่อย

แต่ถ้าไป TeamLab Borderless ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ยิ่งถ้าใครเป็นสายต้องเก็บให้ครบทุกห้องล่ะก็ ยิ่งอยู่ยาวได้หลายชั่วโมง เพราะบางห้องมีการเปลี่ยนแสง สี และภาพแบบเรียลไทม์ด้วย

ทำเลที่ตั้งที่ไหนสะดวกกว่ากัน?


จะบอกว่าทั้ง TeamLab Borderless และ Planets ในโตเกียวแม้ไม่ได้เดินทางง่ายขนาดที่อยู่ใจกลางเมือง นั่งรถไฟต่อเดียวถึง แต่ก็ไม่ลำบาก เพราะทั้งสองที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ

TeamLab Borderless ตั้งอยู่ที่สถานี Kamiyacho (สาย Hibiya ของรถไฟใต้ดินโตเกียว) และอยู่ในชั้นใต้ดินของศูนย์การค้าเปิดใหม่ Azabudai Hills ที่ดูหรูนิด ๆ มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านช้อปเก๋ ๆ ให้เดินเล่นก่อนหรือหลังเข้าชมนิทรรศการก็ยังได้ แถมยังเดินไปรปปงงิได้ จะไปต่อพิพิธภัณฑ์หรือแวะเที่ยวกลางคืนต่อก็ง่ายมาก

ส่วน TeamLab Planets จะอยู่ติดกับสถานี Shin-Toyosu บนสาย Yurikamome ซึ่งใกล้กับตลาดปลาโทโยสุ (ที่มาแทนตลาดปลาซึคิจิ) และโครงการใหม่ Senkyaku Banrai ที่มีของกินเพียบ! ถ้าอยากแช่ออนเซ็นในเมืองก็มี Toyosu Manyo Club อยู่ใกล้ ๆ ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากโซนเที่ยวดัง ๆ อย่างโอไดบะและอาริอาเกะ ที่มีทั้งห้างและพิพิธภัณฑ์ขนาดจิ๋วให้เดินเล่นเพลิน ๆ

เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจมากขึ้น จะลองเลือกจากสถานที่โดยรอบแล้วทำแพลนวันเดย์ทริปแถวนั้น หรือหากมีแพลนเที่ยวแถวไหนอยู่แล้ว ลองดูว่าที่ไหนใกล้กว่า แล้วแค่เพิ่ม TeamLab เข้าไปก็จบเลย!

ราคาต่างกันมากไหม?


ในส่วนของราคา ทั้งสองที่อาจไม่ได้ราคาต่างกันมากจนนำมาใช้เป็นตัวตัดสินว่าจะไปที่ไหนดี

ในส่วนของบัตรเข้าชม TeamLab Planets ราคาจะเปลี่ยนไปในแต่ละวัน สำหรับผู้ใหญ่(อายุ 18 ปี) จะอยู่ที่ตั้งแต่ 3,600 เยนเป็นต้นไป / นักเรียนมัธยมต้นและปลาย 2,800 เยนเป็นต้นไป / เด็กอายุ 4-12 ปี ตั้งแต่ 1,500 เยนเป็นต้นไป / ต่ำกว่า 3 ปีเข้าฟรี 

ส่วน TeamLab Borderless ราคาเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละวันเช่นกัน โดยรวมอยู่ที่ระหว่าง 3,600 เยน ถึง 5,600 เยน ถ้าไปช่วงเทศกาลพีค ๆ อย่างซากุระหรือช่วงวันหยุดยาว อาจจะเจอราคาสูงหน่อย

พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าต้องเลือกวันแบบเฉพาะเจาะจงมาก ๆ หรือไปช่วงพีค Planets อาจประหยัดกว่านิดหน่อย ค่ะ

อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจช่วยหลาย ๆ คนตัดสินใจคือ ของกิน!

ที่ Planets มีร้านราเมงมังสวิรัติชื่อดังชื่อ Uzu อยู่ด้านหน้า ขายราเมงประมาณ 1,800 เยน และไอศกรีมอีกประมาณ 700 เยน

ส่วน Borderless มีร้านชาชื่อว่า En Tea House ด้านในที่ขายเครื่องดื่มชาแบบครีเอทีฟ ราคาประมาณ 500–1,000 เยน ต่อแก้ว จะจิบชาหอม ๆ หลังเดินชมงานก็เก๋ไปอีกแบบ

TeamLab เหมาะกับเด็กไหม?


หลายคนที่มีลูกเล็กอาจสงสัยว่า พาเด็ก ๆ ไป TeamLab ได้ไหม? เพราะดูเป็นงานศิลปะสุดล้ำ แสงสีเสียงจัดเต็ม คำตอบก็คือพาไปได้แน่นอน ยิ่งเป็นงานศิลปะแบบอินเตอร์แอคทีฟที่เคลื่อนไหวตลอด ยิ่งถูกใจเด็ก ๆ

อย่างไรก็ตาม มีบางจุดอาจต้องพิจารณาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวไหนที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 7–8 ขวบ  ดังนี้ค่ะ

ที่ TeamLab Planets ปัญหาหลักจะเป็นเรื่องทางสรีระร่างกาย เพราะบางห้องต้องเดินลุยน้ำ และน้ำสูงประมาณหัวเข่าผู้ใหญ่ ดังนั้นสำหรับเด็กเล็กหลายคนอาจจะเดินยาก หรือถ้าเด็กคนไหนที่ไม่กล้าลงน้ำก็อาจจะต้องข้ามห้องนี้ไปเลย

ส่วนที่ TeamLab Borderless จะไม่เจออุปสรรคทางร่างกาย แต่ปัญหาอาจจะอยู่ที่บรรยากาศแทน เพราะบางส่วนของนิทรรศการเป็นทางเดินมืดสนิท มีไฟกระพริบแรง ๆ ขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว หรือภาพบางภาพก็ดูหลอน ๆ สำหรับเด็กเล็ก อาจทำให้รู้สึกกลัวหรือไม่สบายใจได้ค่ะ

สรุปคือถ้าน้อง ๆ กล้าผจญภัยหน่อย หรือเริ่มโตแล้วระดับหนึ่งก็คิดว่าจะต้องสนุกแน่นอน แต่ถ้ายังเล็กมากหรือกลัวความมืดกับแสงแฟลชแรง ๆ อาจจะต้องหลีกเลี่ยงห้องดังกล่าว หรือวางแผนกันเพิ่มเติมหน่อย

เลือก TeamLab ที่ใช่



หัวข้อ TeamLab Borderless TeamLab Planets
ประสบการณ์โดยรวม เน้นภาพโปรเจกชันเคลื่อนไหวเต็มพื้นที่ สวยงามตระการตา เน้นการสัมผัสจริง ถอดรองเท้าเดินในน้ำและพื้นนุ่ม
ห้องเด่น ๆ  Infinite Crystal World, Bubble Universe, Walk Walk Walk, Sketch Ocean Infinite Crystal World, Drawing on the Water Surface, Expanding 3D Existence, Floating Flower Garden
ขนาดพื้นที่ & เวลา ใหญ่กว่า ใช้เวลาชมประมาณ 2.5 ชั่วโมงขึ้นไป เล็กกว่า ใช้เวลาชมประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมง
ทำเลที่ตั้ง สถานี Kamiyacho (สาย Hibiya) ชั้นใต้ดิน Azabudai Hills ใกล้รปปงหงิ สถานี Shin-Toyosu (สาย Yurikamome) ใกล้ตลาดปลาโทโยสุและโอไดบะ
ราคา ระหว่าง 3,600 เยน ถึง 5,600 เยน ผู้ใหญ่(อายุ 18 ปี) 3,600 เยนเป็นต้นไป / นักเรียนมัธยมต้นและปลาย 2,800 เยนเป็นต้นไป / เด็กอายุ 4-12 ปี ตั้งแต่ 1,500 เยนเป็นต้นไป / ต่ำกว่า 3 ปีเข้าฟรี 
ของกิน & เครื่องดื่ม ร้านชา En Tea House (500-1,000 เยนต่อแก้ว) ร้านราเมงมังสวิรัติ Uzu (ราเมง 1,800 เยน ไอศกรีม 700 เยน)
เหมาะกับเด็กเล็กไหม? อาจไม่เหมาะกับเด็กกลัวความมืดและแสงแฟลชแรง เด็กเล็กต้องระวังน้ำลึกในบางห้อง อาจต้องข้ามบางห้อง
จุดเด่น เหมาะกับคนชอบดื่มด่ำงานศิลปะสายตา เหมาะกับคนชอบสัมผัสและเล่นกับงานศิลปะจริง

 

💬 ความเห็นจากทีมงาน JAPANKURU

สถานที่จัดแสดงของ TeamLab ในโตเกียวเป็นที่นิยมทั้งในหมู่คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์และประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ใครที่มีเวลาจำกัดและอยากสัมผัสความสนุกแบบกระชับ อาจชอบ teamLab Planets ที่เน้นประสบการณ์แบบอินเตอร์แอคทีฟ เดินเท้าเปล่า สัมผัสได้จริง ส่วนใครที่อยากใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินชมโลกศิลปะสุดตระการตาแบบไม่มีที่สิ้นสุด ก็น่าจะเหมาะกับ teamLab Borderless มากกว่า

 

ติดตามข่าวสาร และเรื่องราวอื่น ๆ ส่งตรงจากญี่ปุ่นได้ทางเว็บไซต์ JAPANKURUFacebookInstagramX(twitter)

 

Follow us @Japankuru on Facebook, Instagram, and Twitter!

  • facebook
  • line

COMMENT

Comments are closed.

MAP OF JAPAN

SEARCH BY REGION →

    • ฮอกไกโด

      VIEW MORE →

      ฮอกไกโด อยู่ทางเหนือสุดจาก 4 เกาะหลักของญี่ปุ่น บริเวณนี้โด่งดังเรื่องเบียร์ซัปโปโร การผลิตและการกลั่นเบียร์ รวมถึงเทศกาลหิมะ และอุทยานแห่งชาติที่สวยงาม และยังเหมาะกับเหล่านักชิมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น มันฝรั่งที่ปลูกในฮอกไกโด แคนตาลูป ผลิตภัณฑ์จากนม ซุปแกงกะหรี่ และมิโซะราเมน

    • นิกิ อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฮอกไกโด ห่างจากโอตารุประมาณ 30 นาที นิกิเป็นเมืองเล็กๆที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ทำให้สวนผลไม้ของที่นี่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น เชอร์รี่ มะเขือเทศ และองุ่น มีโรงกลั่นไวน์ และกลายเป็นสถาที่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารและไวน์ในเวลาไม่นาน

    • นิเซโกะ ห่างจากสนามบิน New Chitose ประมาณ 2 ชั่วโมง ตั้งอยู่ทางตะวันตกของฮอกไกโด เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีรีสอร์ทในฤดูหนาวที่ดีที่สุด และยังเป็นจุดที่ชาวต่างชาติมักแวะมาเยี่ยมเยียน เพราะหิมะของที่นี่มีคุณภาพสูง นุ่มละเอียดดุจผงแป้ง ที่ไม่ว่านักสกี นักสโนว์บอร์ด รุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ต้องกลับมาซ้ำ นอกจากนี้ยังมีอาหารอร่อย และออนเซ็นวิวสวยอีกด้วย

    • โอตารุ คือเมืองที่อยู่ทางตะวันตกของฮอกไกโด ใช้เวลาเดินทางจากสถานีซัปโปโรประมาณ 30 นาที ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 กิจการการค้าขายและการประมงรุ่งเรืองมาก โดยอาคารที่สร้างในสมัยนั้นก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ย่านคลองโอตารุ ในปัจจุบัน เนื่องจากในอดีตที่นีเป็นศูนย์กลางของการประมง ทำให้มีร้านซูชิกว่า 100 ร้าน ให้เราได้เลือกชิมซูชิสดใหม่ ที่มีคนต่อแถวยาวบริเวณถนนซูชิ (Sushi Street)

    • SAPPORO

      VIEW MORE →

      ซับโปโร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฮอกไกโด เป็นศูนย์กลางของการเมืองและเศรษฐกิจของฮอกไกโด มีสนามบินชินจิโตะเสะ (New Chitose Airport) ที่รองรับเที่ยวบินจากเมืองใหญ่อย่างโตเกียว โอซาก้า และเที่ยวบินจากต่างประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดเทศกาลหิมะขึ้นที่สวนโอโดริ (Odori Park) หนึ่งในงานเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโด และยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย ทั้งราเมน เนื้อแกะย่าง ซุปแกงกะหรี่ และอาหารทะเล

    • โทโฮคุ

      VIEW MORE →

      โทโฮคุประกอบด้วย 6 จังหวัดที่อยู่ทางภาคอีสานญี่ปุ่น เป็นแหล่งปลูกพืชที่สำคัญ (แหล่งอาหารชั้นเยี่ยม) เต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม พร้อมทั้งภูเขา ทะเลสาบ และแหล่งออนเซ็น

    • ฟุกุชิมะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดฟุกุชิมะ อยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคโทโฮคุ และแบ่งออกเป็น 3 เขตใหญ่คือ ฮามะโดริ (ชายฝั่ง) นากะโดริ (ตอนกลางของจังหวัด) และไอซุ สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ในยุคสมัยเอโดะ อุทยานแห่งชาติโอเซะ ราเมคิตะคะตะ Bandai Ski Resort (พาวเดอร์สโนว์) เป็นจังหวัดที่สามารถเที่ยวได้ทั้ง 4 ฤดู

    • ยามากาตะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดยามากาตะ อยูในภูมิภาคโทโฮคุ หรือภาคอีสานของญี่ปุ่น ผู้คนนิยมไปเที่ยวในฤดูหนาว แช่ออนเซ็นและเล่นสกี โดยเฉพาะที่ Zao Onsen Ski Resort และที่ Gassan Ski Resort ชมความงามของหิมะที่ปกคลุมต้นไม้ จนหลายคนเรียกว่าปีศาจหิมะ นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกมากมายที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูป เช่น วัด Risshakuji หรือวัด Yamadera, Ginzan Onsen ออนเซ็นบนถนนเก่าแก่ และทะเลสาบโอคามะ บนเขาซาโอะ นอกจากนี้ยังมีเนื้อโยเนซาวะ 1 ใน 3 อันดับเนื้อวากิวที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น

    • อาคิตะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดอาคิตะ อยู่บริเวณทะเลญี่ปุ่น ทางตอนเหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ มีสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้มากที่สุดในญี่ปุ่น เช่น ประเพณีนามะฮาเกะ ที่แหลมโอกะ (ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ว่าเป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้) และเทศกาลคันโต เทศกาลชื่อดังของภูมิภาคโทโฮคุ

    • คันโต

      VIEW MORE →

      ภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในญี่ปุ่น ประกอบด้วย 7 จังหวัดคือ กุมมะ โทจิกิ อิบารากิ ไซตามะ โตเกียว ชิบะ และคานากาวะ ศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ ความสนุกสนาน ความบันเทิงที่พบได้จะมีตั้งแต่ออนเซ็น สวนสนุก ธรรมชาติ เหมาะแก่การพักผ่อนแบบระยะสั้นเช้าเย็นกลับ หรือพักค้างคืน

    • กุนมะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดกุนมะ เดินทางสะดวก มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย เช่น โอเสะ น้ำตกฟุกุวาเระ รวมถึงแหล่งออนเซ็นชื่อดัง (คุซัตสึ, อิกาโฮะ, มินาคามิ, ชิมะ) จนถูกเรียกว่าเป็นเมืองออนเซ็น และยังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ และคนรักรถไฟอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น โรงไหมโทมิโอกะ สะพานเมกาเนะบาชิ และทางรถไฟวาตาระเสะเคโคคุ

    • โตเกียว

      VIEW MORE →

      โตเกียว (東京) เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น และเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งความทันสมัย ตึกสูงเสียดฟ้า และผู้คนจำนวนมาก แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ทั้งพระราชวังอิมพีเรียล ย่านอาซากุสะ และยังเป็นเมืองอันดับต้นๆของโลกที่โดดเด่นในเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะ แฟชั่น เกมส์ เทคโนโลยี การคมนาคม และอื่นๆอีกมากมาย

    • โทจิกิ

      VIEW MORE →

      จังหวัดโทจิกิ มีเมืองสำคัญคือเมืองอุสึโนมิยะ ที่มีเกี๊ยวซ่าอันโด่งดัง และอยู่ห่างจากโตเกียวเพียง 1 ชั่วโมง มีธรรมชาติที่สวยงามให้ชมตลอดปี ตั้งแต่ดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ไปจนถึงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง นิกกโก เมืองมรดกโลก ศาลเจ้าโทโชกุ ทะเลสาบชูเซ็นจิ สวนดอกไม้อะชิคากะ (ดังเรื่องดอกวิสทีเรีย) รวมถึงเมืองนาซุ ที่เป็นที่นิยมในการท่องเที่ยวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการที่เป็นที่แปรพระราชฐานของจักรพรรดิญี่ปุ่น

    • ชูบุ

      VIEW MORE →

      ภูมิภาคชูบุ ตั้งอยู่บริเวณกลางประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย 9 จังหวัด คือ ไอจิ ฟุกุอิ กิฟุ อิชิคาว่า นางาโนะ นีกาตะ ชิซูโอกะ โทยาม่า และยามานาชิ บริเวณนี้มีชื่อเสียงเรื่องภูเขา โดยเฉพาะภูเขาไฟฟูจิ และเจแปนแอลป์ สกีรีสอร์ทในจังหวัดนางาโนะและจังหวัดนีกาตะ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในฤดูหนาว

    • ชิซุโอกะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดนากาโนะ เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่นปราสาทคุมาโมโต้ วัดเซ็นโคจิ ศาลเจ้าโทกะคุชิ รวมถึงไฮไลท์ก็คือ เจแปนแอลป์ ผลไม้ของนากาโนะก็เป็นอีกอย่างที่มีชื่อเสียง ซึ่งเห็นได้จากสวนผลไม้ที่มีกิจกรรมให้เก็บผลไม้หลายชนิด และแหล่งออนเซ็นอย่าง Jigokudani ลิงแช่ออนเซ็น การเดินทางไปยังนากาโนะก็แสนง่าย เพราะมีรถไฟชินคันเซ็น โฮคุริคุ จากโตเกียวไปถึงนากาโนะ และเมื่อปี 1998 มีการจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่นากาโนะ ทำให้สกีรีสอร์ทที่ ฮาคุบะและชิกะโคเก็น กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

    • ชิซุโอกะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดชิซึโอกะ อยู่ตรงกลางระหว่างภาคตะวันตกและตะวันออกของญี่ปุ่น ทำให้ไม่ว่าจะเดินทางจากโตเกียวหรือโอซาก้าก็สะดวก มีธรรมชาติที่สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งภูเขาไฟฟูจิ อ่าวซุรุกะ ทะเลสาบฮามานาโกะ หุบเขาสุมาตะ คาบสมุทรอิซุ (แหล่งออนเซ็นอะตามิ อิโตะ ชิโมดะ ชูเซ็นจิ และโดกะชิมะ) นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งยังมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของตะกูลโทกุกาว่า มีเมนูขึ้นชื่อคือปลาไหล เกี๊ยวซ่าของฮามามัตสึ และชาเขียวคุณภาพดี

    • นาโกย่า

      VIEW MORE →

      จังหวัดไอจิ ตั้งอยู่ใจกลางประเทศญี่ปุ่น มีเมืองนาโกย่าเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ไอจิเป็นเมืองอุตสาหกรรม และยังบ้านเกิดของรถยี่ห้อโตโยต้า มีพร้อมทั้งทะเลและภูเขา เช่น เกาะซาคุ หาดโคอิจิกาฮามะ เขาโฮราอิจิ ในอดีตเป็นเวทีในการต่อสู้ เช่น ในสมัยเซ็นโกคุ โอดะ โนบุนากะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และโทกุกาว่า อิเอยาสุ ก็ได้ทิ้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้ที่นี่ เช่น ปราสาทนาโกย่า ปราสาทอินุยามะ รวมถึงเมจิมูระ

    • นีงะตะ

      VIEW MORE →

      จ.นีงะตะตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู ติดกับทะเลญี่ปุ่น เต็มไปด้วยของขวัญจากธรรมชาติ มีสกีรีสอร์ตชื่อดังอย่างเช่น Echigo-Yuzawa อุทยานแห่งชาติ ออนเซ็นธรรมชาติ ซีฟู้ดสดใหม่ ข้าวญี่ปุ่น และสาเก นักท่องเที่ยวนิยมพักผ่อนในเมืองนีงะตะ และเกาะซาโด

    • คันไซ

      VIEW MORE →

      ภูมิภาคคันไซประกอบด้วยจังหวัดมิเอะ นารา วากายาม่า เกียวโต โอซาก้า เฮียวโกะ และชิกะ เมืองหลวงเก่าอย่าเกียวโตก็อยู่ในภูมิภาคคันไซ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของญี่ปุ่น ทั้งวัดและศาลเจ้าที่เกียวโต ปราสาทโอซาก้า และกวางที่นารา อีกทั้งผู้คนในแถบคันไซยังเป็นมิตร จึงเหมาะกับการเป็นสถานที่พักผ่อน

    • นารา

      VIEW MORE →

      จังหวัดนารา เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญในอดีต ช่วงยุคนารา หรือราวค.ศ 710 ในช่วงที่นาราเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นนั้นถูกเรียกว่า "เฮโจเกียว" และยังเป็นเส้นทางสายไหม ที่เฟื่องฟูไปยังนานาชาติและผลิตสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมมากมาย สิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังนาราก็คือ สวนนารา ที่เต็มไปด้วยกวาง การปีนเขาโยชิโนะ และจุดชมซากุระ

    • เกียวโต

      VIEW MORE →

      เกียวโต เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นตั้งแต่ปีค.ศ.794-1100 ที่เป็นศูนย์กลางในด้านการเมืองและวัฒนธรรม ซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นถนนกิอง วัดทอง วัดน้ำใส และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกหลายแห่ง แม้แต่ป่าไผ่อาราชิยาม่าอันโด่งดัง ที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาชมความงาม ที่หมุนเวียนไปตลอดทั้ง 4 ฤดู

    • โอซาก้า

      VIEW MORE →

      โอซาก้า เป็นเมืองที่ผู้คนเป็นมิตรและมีแต่ความสนุกสนาน แต่ประวัติศาสตร์ของที่นี่ไม่ได้สนุกเหมือนกับในปัจจุบัน เพราะโอซาก้านั้นมีส่วนสำคัญในการรวมญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 16 ทำให้โอซาก้าเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่น มีเมนูอาหารชื่อดัง จนได้ชื่อว่าเป็น "ครัวของญี่ปุ่น" ในปัจจุบันโอซาก้าเป็นต้นแบบของญี่ปุ่นตะวันตก ที่มาพร้อมกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างปราสาทโอซาก้า แหล่งช้อปปิ้งย่านอุเมดะอย่าง Grand Front Osaka และ Abeno Harukas โอซาก้าเป็นสวรรค์ของนักชิม มาพร้อมกับเมนูขึ้นชื่อย่าง ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ และคุชิคัตสึ รวมถึงเป็นที่ตั้งของสวนสนุก Universal Studios Japan อีกด้วย

    • ชูโกกุ

      VIEW MORE →

      ชูโกกุ ประกอบด้วย 5 จังหวัดได้แก่ ฮิโรชิม่า โอคายาม่า ชิมาเนะ ทตโตริ และยามากุจิ สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อคือ เนินทราย (ทตโตริ) และ สวนสันติภาพ (ฮิโรชิม่า) และเมื่อข้ามน้ำไปยังชิโกกุที่มีด้วยกัน 4 จังหวัดคือ เอฮิเมะ คากาวะ โคจิ และโทคุชิม่า ขึ้นชื่อเรื่องอุด้ง (คากาวะ) และโดโกะออนเซ็น (เอฮิเมะ)

    • ฮิโรชิม่า

      VIEW MORE →

      จังหวัดฮิโรชิม่า มีทั้งแหล่งมรดกโลก ธรรมชาติ และอาหารอร่อย สามารถนั่นเครื่องบินจากโตเกียวโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง ครึ่ง และนั่งรถไฟ 4 ชั่วโมง มีแหล่งมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO 2 แห่ง คือ ศาลเจ้าอิสึคุชิมะบนเกาะมิยาจิมะ และ Atomic Bomb Dome นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลจากทะเลในเซโต โดยเฉพาะหอยนางรม โอโคโนมิยากิสไตล์ฮิโรชิม่า เลมอเซโตอุจิ และธรรมชาติที่สวยงามสะกดสายตา

    • ชิโกกุ

      VIEW MORE →

      On the other side of the Seto Inland Sea opposite Japan’s main island, Shikoku (四国) is a region made up of four prefectures: Ehime, Kagawa, Kochi, and Tokushima. The area is famous for its udon (in Kagawa), and the beautiful Dogo Onsen hot springs (in Ehime).

    • คากาวะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดคากาวะ อยู่ทางตอนเหนือของเกาะชิโกกุ ติดกับเกาะหลักของญี่ปุ่นและทะเลในเซโต เป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น มีซานุกิอุด้งชื่อดัง จนทำให้ที่นี่ถูกเรียกว่า เมืองอุด้ง มีศาลเจ้าโกโตฮิรากุและสวนริสึริน ว่ากันว่าหากมองไปที่ Zenigata Sunae หรือภาพวาดจากทราย จะทำให้ไม่ขัดสนเรื่องเงินตลอดไป

    • คิวชู

      VIEW MORE →

      เกาะคิวชู ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น มีด้วยกัน 7 จังหวัด คือ ฟุกุโอกะ ซากะ นางาซากิ คุมาโมโต้ โออิตะ มิยาซากิ และคาโกชิม่า เกาะนี้มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากที่อื่น เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากจีนและฮอลันดา เข้ามาทำการค้าในสมัยก่อน โดยมิชชันนารีเข้ามาทางท่าเรืองในจ.นางาซากิ และต้องขอบคุณการระเบิดของภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ที่ทำให้ที่นี่มีพร้อมทั้งวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติ อาหาร แหล่งออนเซ็นที่สวยงาม

    • คาโกชิม่า

      VIEW MORE →

      คาโกชิมะมีบทบาทสำคัญในการสร้างสิ่งใหม่ๆของญี่ปุ่น โดยมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงในอดีต เช่น ซามูไร ไซโกะ ทาคาโมริ และ โอคุโบะ โทชิมิจิ ผู้ผลักดันญี่ปุ่นจากยุคเอโดะมายังยุคเมจิ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ สวนเซ็นกันเอ็น ภูเขาไฟซากุระจิมะ ออนเซ็นอิบุสุกิ ออนเซ็นคิริชิมะ เกาะยาคุชิมะ แหล่งมรดกโลก หรือเกาะอะมามิโอชิมะ เกาะที่ว่ากันว่าอยู่ใกล้สวรรค์มากที่สุด แม้จะตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะหลัก แต่คาโกชิมะก็เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่รอให้ไปชมมากมาย

    • ฟุกุโอกะ

      VIEW MORE →

      จังหวัดฟุกุโอกะ เป็นเมืองที่มีประชากรอยู่มากที่สุดในภูมิภาคคิวชู มี 2 เมืองใหญ่คือ ฟุกุโอกะและคิตะคิวชู การท่องเที่ยวในฟุกุโอกะนั้นสะดวกสบาย ทำให้สามารถไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ศาลเจ้าดาไซฟู เท็นมังกุ มตสึนาเบะ(หม้อไฟเครื่องใน) ไข่ปลาเม็นไทโกะ(ไข่ปลาคอตรสเผ็ด) และราเมนฮากาตะ นอกจากนี้ที่นี่ยังเหมาะกับทั้งคนที่ชอบช้อปปิ้ง และชอบธรรมชาติ

    • โอกินาว่า

      VIEW MORE →

      เกาะโอกินาว่านั้นอยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น และยังเป็นส่วนที่ร้อนที่สุดของประเทศญี่ปุ่น จากในอดีตที่มีการปกครองตนเอง และเหตุการณ์ทางการเมือง และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ทำให้โอกินาว่าที่วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และมีวัฒนธรรมจากอาณาจักรริวกิวหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ภาษา เสื้อผ้า นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นต้นกำเนิดของคาราเต้อีกด้วย

MOST POPULAR

RELATED ARTICLES

PARTNERS