บุก TeamLab Biovortex Kyoto: แนะนำทริคเที่ยว & ไฮไลต์ห้ามพลาดของพิพิธภัณฑ์ TeamLab แห่งใหม่ในเกียวโต
บทความนี้มีเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุน
กำลังวางแผนไป TeamLab Biovortex Kyoto อยู่หรือเปล่า? มาดูไกด์สั้น ๆ ที่รวมทั้งจุดไฮไลต์ในมิวเซียม ข้อมูลตั๋ว เทคนิควางแผนเที่ยว และวิธีเดินทาง (ใกล้สถานีเกียวโตสุด ๆ!) ครบจบในที่เดียว
CONTENTS
ออกไปสำรวจ teamLab ที่เกียวโตกันเถอะ

พิพิธภัณฑ์ teamLab ในเกียวโต แห่งนี้ ถือเป็นงานศิลปะจัดแสดงขนาดที่ใหญ่ที่สุดของทีมนี้ในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ภายในรวบรวมผลงานมากกว่า 50 ชิ้น จากกลุ่มศิลปินสุดฮิตอย่าง teamLab ทั้งงานใหม่และงานยอดนิยมสไตล์ immersive ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยจาก teamLab Planets หรือ teamLab Borderless
ที่นี่มีชื่อเต็มว่า teamLab Biovortex Kyoto เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแบบ immersive เสมือนให้เราหลุดเข้าไปในโลกของศิลปะ ภายในเปิดไฟแสงสลัวและถูกออกแบบให้คล้ายเขาวงกตนิด ๆ เดินไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องมีเส้นทางตายตัว แล้วเราจะค่อย ๆ บังเอิญค้นพบงานศิลปะแต่ละชิ้นด้วยตัวเอง
ด้านในแทบจะไม่มีแผนที่ให้ดูเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความตั้งใจของที่นี่ เพราะความสนุกอยู่ที่การได้หลงนิด ๆ แล้วค่อย ๆ ค้นพบอะไรใหม่ ๆ ระหว่างทาง

แล้วถ้ามาควรจะดูอะไรบ้าง? หลังจากเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2025 แค่ 5 เดือน ก็มีคนแวะมาแล้วมากกว่า 500,000 คน และนี่คือเหตุผลที่ทุกคนอาจอยากมาเช็กอินด้วยตัวเองสักครั้ง 👀✨
ไฮไลต์ของ teamLab Biovortex Kyoto

ด้วยธีม “Biovortex” มิวเซียมแห่งนี้ชวนให้ทุกคนได้สำรวจ “การรับรู้” ของตัวเอง และตั้งคำถามว่าการมีตัวตนอยู่ในแต่ละพื้นที่นั้นรู้สึกยังไง บางช่วงเหมือนได้จมอยู่ในความมืดเงียบ ๆ แต่จู่ ๆ ก็ถูกกระตุ้นด้วยแสง สี เสียง กลิ่น และสัมผัสอื่น ๆ ที่เข้ามาพร้อมกันแบบเต็มพิกัด
ผลงานแต่ละชิ้นไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ แต่เหมือนมีชีวิต เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ถึงจะกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ แต่ก็มีการแบ่งโซนให้มีอารมณ์ต่างกัน เช่น โซนสงบ ชวนให้คิด โซนสนุก มีความขึ้เล่น หรือบางจุดที่ทำให้รู้สึกมึน ๆ นิดหน่อย
“Underground”




โซนใต้ดินที่ให้ฟีลคล้าย teamLab Borderless ในโตเกียว ทั้งห้องดอกไม้ที่ปกคลุมผนัง แสงเคลื่อนไหวไปมาตามการเดินของเรา และทางเข้าสลัว ๆ ที่เหมือนเป็นประตูไปสู่อีกโลกหนึ่งของศิลปะ ตามแบบฉบับของ teamLab จริง ๆ
สำหรับใครที่มีเวลาไม่มากและเลือกเข้าชม teamLab ได้แค่ที่เดียว ก็ต้องบอกเลยว่าที่นี่คุ้มสุด ๆ ! เพราะจะได้เห็นผลงานไฮไลต์อย่าง “Infinite Crystal World” ที่เต็มไปด้วยไฟระยิบระยับเหมือนโลกแห่งคริสตัล, “Nirvana: Fleeting Flowers” ที่มีสัตว์จากดอกไม้เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา และ “Forest of Resonating Lamps” ห้องกระจกที่เต็มไปด้วยโคมไฟแขวนสุดแฟนตาซี


และอีกหนึ่งผลงานที่ทีม Japankuru ชอบมากก็คือ “What a Loving, and Beautiful World.” ที่เต็มไปด้วยความอินเตอร์แอคทีฟและเสน่ห์ชวนให้ตกหลุมรักแบบไม่รู้ตัว 💫

ถ้าอยากดูอะไรใหม่ ๆ ต้องไปลอง “Morphing Continuum” แต่จะบอกว่า “ไปดู” ก็อาจไม่ถูกนัก เพราะงานนี้ต้อง “เข้าไปอยู่ในนั้น” มากกว่า ภายในเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยลูกทรงกลมเรืองแสง ที่เคลื่อนไหวไปมาเหมือนประติมากรรมมีชีวิต แต่ละลูกจะตอบสนองต่อกันเอง รวมถึงคนในห้องด้วย
สำหรับห้องนี้ อาจจะต้องเตรียมใจไว้หน่อยว่าอาจโดนลูกบอลลอย ๆ ชนหน้าเบา ๆ บ้าง(เอาจริง ๆ เผลอสนุกไปด้วยอยู่นะ) ด้วยความที่มีหลายองค์ประกอบเคลื่อนไหวพร้อมกัน บางคนอาจรู้สึก มึน ๆ นิดหน่อย แต่ถ้าปล่อยใจสนุกไปกับมันได้ บอกเลยว่าสวยและน่าประทับใจมาก

ทริคแนะนำ: ถ้าจุดไหนคนเยอะหรือคิวยาว ลองเดินไปโซนอื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่ เพราะคนจะมาเป็นช่วง ๆ ถ้าได้เข้าไปตอนคนน้อย จะเดินดูได้สบายกว่า และถ่ายรูปก็ง่ายขึ้นด้วย
ประสบการณ์ใหม่ผ่าน “Sculpture and Painting”
เมื่อขึ้นมาที่โซน “Sculpture and Painting” จะรู้สึกได้เลยว่าพื้นที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนมากขึ้น แต่ละโซนเชื่อมกันด้วยทางเดินสีดำให้ฟีลลึกลับนิด ๆ ไฮไลต์ของชั้นนี้คือผลงานใหม่ของ teamLab ที่เกียวโต ซึ่งต้องเตรียมตัวเพิ่มนิดหน่อยก่อนเข้าไป!


ก่อนจะเข้าไปในโซน Massless Amorphous Sculpture แนะนำให้ใส่หน้ากาก (มีแจกฟรี) และควรมีเสื้อกันฝน (ซื้อหรือเตรียมมาเองก็ได้) เพราะอาจจะเลอะนิดหน่อย ถ้าถามว่าทำไมถึงเลอะ เพราะะว่าภายในพื้นที่นี้ งานประติมากรรมถูกสร้างจากฟองคล้ายสบู่ ที่รวมตัวกันเป็นก้อน บางจุดกองเป็นภูเขา บางจุดลอยอยู่เหนือหัว หรือรวมตัวเป็นรูปร่างเหมือนประติมากรรมลอยไร้น้ำหนัก ในห้องนี้เราสามารถเอื้อมมือไปแตะ เล่น หรือหลบฟองที่ลอยมาใกล้หน้าได้ บางจังหวะต้องก้มตัวหลบกันให้วุ่น แต่เพราะรู้ว่าจะต้องเลอะ ตรงทางออกห้องนี้เขามีที่ให้ล้างมือทำความสะอาด หมดกังวลเรื่องตัวเหนียวเหนอะไปได้เลย


อีกหนึ่งไฮไลต์ของโซนนี้ คือโซน “Transient Abstract Life and Return” แบ่งออกเป็น 3 ส่วน เริ่มจากสระน้ำหมุนสีสันสดใส จากนั้นจะได้เดินบนแพลตฟอร์มกระจก เหนือของเหลวเมทัลลิกที่ไหลพลิ้วสวยมาก และห้องสุดท้าย เราสามารถใส่รองเท้าบูทยางเดินลงไปในของเหลวเพื่อดูการเคลื่อนไหวในพื้นที่เล็ก ๆ นั้นจริง ๆ ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซีเลย
“Megaliths”


บริเวณใจกลางของชั้นนี้ยังมีพื้นที่ที่รวมเอาโครงสร้างเรืองแสงจาก “Megaliths in the Open Universe” เข้ากับพืชจริงจาก “Eternal Existence in the Sun and Rain” จนเกิดเป็นบรรยากาศที่ดูทั้งโบราณและล้ำอนาคตในเวลาเดียวกัน และถ้าลองเดินสำรวจให้ทั่ว จะพบว่ายังมีผลงานอีกหลายชิ้นซ่อนอยู่ตามมุมมืดหรือปลายทางเดิน รอให้เราค่อย ๆ ค้นพบด้วยตัวเอง

อย่างเช่น “Massless Sun and Surface of the Sky” ที่ให้เราเหมือนได้ถือพระอาทิตย์ดวงเล็กไว้บนฝ่ามือ หรือเดินต่อไปยัง “Living Crystallized Light” ที่ทุกย่างก้าวเหมือนปลุกพลังสายฟ้าขึ้นมาจากพื้นตรงหน้า เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมความรู้สึกเหนือจริงให้กับทั้งชั้นได้อย่างดี

Athletics Forest (& Future Park)



สำหรับใครที่มาเที่ยวกับเด็กพลังล้น หรือแค่เป็นคนที่ยังอินกับความสนุกแบบเด็ก ๆ อยู่ โซน Athletics Forest ของ teamLab จะทำให้เรายิ้มได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป เพราะที่นี่เหมือนคำตอบของคำถามว่า “ถ้า teamLab ลองสร้างสนามเด็กเล่นขึ้นมาจริง ๆ จะออกมาเป็นยังไง?” พื้นที่ทั้งหมดเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ทั้งเนินและแอ่งที่ดูเหมือนมีชีวิต มีซาลาแมนเดอร์ตัวเล็ก ๆ วิ่งไปมา และผีเสื้อที่บินพลิ้วอยู่รอบตัว ผสมกับเครื่องเล่นที่ได้แรงบันดาลใจจาก jungle gym หรือแทรมโพลีน ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่ “ดูงานศิลปะ” แต่เป็นการเข้าไปเล่นอยู่ในงานศิลปะจริง ๆ

ความสนุกของโซนนี้คือไม่มีเส้นทางตายตัว เราสามารถเลือกเดิน เล่น หรือใช้เวลาได้ตามใจชอบ แต่ถ้าจะให้ Japankuru แนะนำเป็นพิเศษ หนึ่งในงานที่หลายคนตกหลุมรักคือ “Rapidly Rotating Bouncing Spheres in the Caterpillar House” ที่เราจะได้กระโดดไปมาท่ามกลางลูกบอลที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เป็นโมเมนต์ที่ทำให้เผลอหัวเราะออกมาแบบไม่รู้ตัว

อีกงานที่น่ารักและชวนลองไม่แพ้กันคือ “Sliding through the Fruit Field” สไลเดอร์ที่ teamLab อธิบายไว้ว่าเหมือนผลไม้กำลังเติบโตไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของเรา ให้ฟีลทั้งสดใสและแฟนตาซีในเวลาเดียวกัน



พื้นที่นี้ยังเชื่อมต่อกับ Future Park ซึ่งอยู่บนชั้นเดียวกัน โดยบรรยากาศจะคล้ายโซนสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยงาน interactive ขนาดเล็ก เหมือนพิพิธภัณฑ์เด็กที่ถูกออกแบบใหม่ในสไตล์ของ teamLab หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากคือ “Sketch Ocean” รวมถึงผลงานที่คล้ายกันอย่าง “Graffiti Nature and Beating Earth” ที่เราจะสามารถระบายสีสิ่งมีชีวิตตามจินตนาการ จากนั้นนำไปสแกน แล้วดูผลงานของตัวเองมีชีวิตขึ้นมา และแหวกว่ายอยู่บนผนัง หรือเคลื่อนไหวไปบนพื้นตรงหน้า ความรู้สึกตอนเห็นสิ่งที่เราวาดขยับได้จริง ๆ เป็นอะไรที่ทั้งสนุกและน่าประทับใจสุด ๆ
และถ้าใครชอบผลงานที่ตัวเองวาดขึ้นมาจนอยากพาน้องกลับบ้านด้วย สามารถแวะที่ “Sketch Factory” เพื่อพิมพ์ลายลงบนของที่ระลึกอย่างแม่เหล็กหรือกระเป๋าผ้า กลายเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษแค่ชิ้นเดียวในโลก
วางแผนเที่ยว teamLab Biovortex Kyoto
ไปยังไง?
สิ่งที่ทำให้ teamLab เป็นที่ ๆ ทุกคนประทับใจอยู่เสมอ คือการเลือกโลเคชั่นที่คิดมาแล้วว่านักท่องเที่ยวเดินทางไปได้ง่าย และที่ teamLab Biovortex Kyoto ก็เช่นกัน ตัวพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีเกียวโต เดินลงมาตามถนนประมาณ 7–10 นาทีก็ถึง เป็นระยะที่เดินสบาย แม้จะลากกระเป๋าเดินทางมาก็ไม่ลำบาก (ข้างในก็มีล็อกเกอร์สำหรับฝากกระเป๋าใบใหญ่ได้ด้วย)
—
ซื้อตั๋วยังไง?
โดยปกติแล้ว teamLab ส่วนใหญ่ รวมถึงที่นี่ใช้ระบบจองวันและเวลาเข้าล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงวันหยุดหรือสุดสัปดาห์ ช่วงพีค ๆ ก็มักจะเต็มตั้งแต่หลายวันก่อน ตั๋วจะเปิดขายล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน เพราะฉะนั้นถ้ารู้วันที่อยากไปแล้ว แนะนำให้รีบจองไว้ก่อนเลยจะชัวร์ที่สุด แม้ว่าบางครั้งอาจมีตั๋วหน้างานเหลือ แต่ไม่อยากให้ทุกคนมาเสียเที่ยว จึงแนะนำให้จองล่วงหน้าก่อนจะดีที่สุด
แต่ถ้าใครที่ยังล็อกวันเป๊ะ ๆ ไม่ได้ แนะนำให้จองผ่านเว็บไซต์ทางการ เพราะในบางกรณีอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวันเข้าชมได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด หากซื้อผ่านเว็บอื่น ๆ โดยปกติแล้วตั๋วจะไม่สามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้
ทริคแนะนำ: ถ้าไม่มีแพลนตายตัว ลองเลือกช่วงเวลาที่ไม่ค่อยฮิต เพราะราคาตั๋วเป็นแบบปรับตามช่วงเวลา (dynamic pricing) ซึ่งอาจช่วยประหยัดไปได้อีกเล็กน้อย
ใช้เวลากี่ชั่วโมงใน teamLab Kyoto?
ถ้ากำลังจัดแพลนเที่ยวเกียวโต แล้วลังเลว่าจะใส่ที่นี่ไว้ตรงไหนดี ทีม Japankuru แนะนำว่าเผื่อเวลาไว้เยอะหน่อยจะดีที่สุด! เพราะ teamLab Biovortex Kyoto ใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร การรีบเดินผ่านจะทำให้พลาดเสน่ห์ของหลาย ๆ โซนไปอย่างน่าเสียดาย อย่างน้อยควรเผื่อเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเป็นขั้นต่ำ แต่จากประสบการณ์ที่เราไปมา ขนาดไม่ได้แวะโซนไหนนานเป็นพิเศษ ก็ยังใช้เวลาไปเกือบ 4 ชั่วโมงแบบไม่รู้ตัว
ทิ้งท้ายก่อนใส่ลงแพลนเที่ยว

ด้วยความที่ teamLab ที่นี่ทั้ง immersive และมีโครงสร้างเหมือนเขาวงกต สิ่งที่อยากแนะนำคือ “อย่ารีบ” ลองปล่อยตัวเองให้เดินหลงนิด ๆ แล้วค่อย ๆ ค้นพบอะไรใหม่ ๆ ตามทางเดินมืด ๆ ที่ซ่อนเซอร์ไพรส์ไว้ตลอด ตั้งแต่งานที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวและพลังงาน ไปจนถึงช่วงเวลาสงบ ๆ อย่างการนั่งระบายสีในโซน Athletics Forest และ Future Park ที่นี่เหมาะทั้งกับคนที่มาเป็นครั้งแรก และแฟน teamLab ตัวจริง
สรุปทิ้งท้ายสำหรัลใครที่อยากได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด ควรจองตั๋วล่วงหน้า เลือกช่วงเวลาที่คนไม่แน่นเพื่อถ่ายรูปได้สวย ๆ และเผื่อเวลาไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง แต่เชื่อเถอะว่า พอเข้าไปแล้ว ต่อให้ใช้เวลา 4 ชั่วโมงก็ยังรู้สึกว่าไม่พออยู่ดี
ติดตามข่าวสาร และเรื่องราวอื่น ๆ ส่งตรงจากญี่ปุ่นได้ทางเว็บไซต์ JAPANKURU, Facebook, Instagram, X(twitter)
COMMENT
MAP OF JAPAN
SEARCH BY REGION
LATEST
VIEW MOREEVENT CALENDAR
VIEW MORE