CONTENTS
ถ้าพูดถึงโตเกียว หลายคนอาจนึกถึงความทันสมัย รถไฟสุดล้ำ หรือแหล่งช้อปปิ้งสุดคึกคัก
แต่รู้ไหมว่ากว่าจะเป็นโตเกียวในปัจจุบัน เมืองนี้ผ่านอะไรมาบ้าง? วันนี้เราเลยขอพาทุกคนไปยัง Edo-Tokyo Museum พิพิธภัณฑ์ที่จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปยังยุคสมัยที่โตเกียวยังเป็นเพียงเมืองที่ชื่อว่า “เอโดะ”
Edo Tokyo Museum พิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้แค่ดู แต่ได้ “สัมผัส” จริง

Edo Tokyo Museum ตั้งอยู่ในเขตเรียวโกกุ โตเกียว และเริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1993 เพื่อเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์และพัฒนาการของเมืองหลวงเก่าอย่าง “เอโดะ” สู่การเป็นมหานคร “โตเกียว” เช่นในปัจจุบัน


ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวรที่แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่โซนเอโดะ ที่เล่าถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเมืองในอดีต และโซนโตเกียว ที่แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสมัยใหม่ ผ่านโมเดลจำลองฉากและอาคารต่าง ๆ ในขนาดเท่าจริง (life-size replica) หลายฉากถูกสร้างขึ้นในสเกลที่เรา “เดินเข้าไปได้” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป
หลังจากเปิดมาร่วม 30 ปี พิพิธภัณฑ์มีการปิดปรับปรุงชั่วคราวเป็นระยะสั้น ๆ ต่อมาในปี 2022 จึงได้ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่ออัปเกรดพื้นที่จัดแสดงและระบบต่าง ๆ และเพิ่งกลับมาเปิดอีกครั้งในวันที่ 31 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ครั้งนี้บอกเลยว่ากลับมาพร้อมนิทรรศการใหม่และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้การเรียนรู้เรื่องราวของโตเกียวสนุกและ immersive ยิ่งกว่าเดิม!
รายละเอียด Edo Tokyo Museum พิพิธภัณฑ์เอโดะโตเกียว
ที่อยู่:1-4-1 Yokozuna, Sumida-ku, Tokyo 130-0015
เวลาเปิดปิด: 9:30-17:30 น. (ยกเว้นวันเสาร์ ปิด 19:30 น.)
*ปิดทุกวันจันทร์
เดินทาง: รถไฟ JR สาย Chuo-Sobu และรถไฟใต้ดิน Toei สาย Oedo มาลงที่สถานีเรียวโกกุ (Ryogoku Station) เดินต่อประมาณ 2-5 นาที
ค่าเข้าชม:
| ผู้ใหญ่ | 800 เยน |
| อายุ 65 ปีขึ้นไป | 400 เยน |
| นักศึกษา | 480 เยน |
| เด็กนักเรียนชั้นมัธยม | 300 เยน |
*ต่ำกว่ามัธยมเข้าฟรี
จุดเริ่มต้นที่สะพาน Nihonbashi

ตัวพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 7 ชั้น โดยนิทรรศการหลักจะอยู่บริเวณชั้น 5–6 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงขนาดใหญ่ จุดเริ่มต้นของเส้นทางการเดินจะเริ่มที่สะพาน Nihonbashi บนชั้น 6 ก่อนที่เส้นทางจะค่อย ๆ พาเราไหลไปตามลำดับเวลา
🗣️ทำไมต้องเริ่มที่สะพาน Nihonbashi? จริง ๆ แล้วสะพาน Nihonbashi เป็นจุดเริ่มต้นของ “ถนนสายหลักทั้ง 5” (Gokaido) ที่เชื่อมเอโดะกับเมืองต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของญี่ปุ่นในยุคเอโดะเลยก็ว่าได้
ที่ปลายสะพาน Nihonbashi จะได้พบกับ “ม่านโนเรน” ม่านสีขาวบาง ๆ ซ้อนกันหลายชั้น อันเป็นสัญลักษณ์ของเส้นแบ่งระหว่างปัจจุบันและเอโดะ เป็นการบอกกลาย ๆ ว่า เมื่อผ่านม่านโนเรนนี้ เราจะได้ย้อนกลับไปยังยุคเอโดะ ทั้งการพัฒนาเมือง เหตุการณ์สำคัญ สงคราม และการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต ทุกอย่างถูกเล่าเรียงต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินทางผ่านช่วงเวลาจริง ๆ
กลับมาครั้งนี้ มีอะไรใหม่?
การรีโนเวตครั้งนี้ไม่ได้แค่ปรับปรุงตัวอาคารให้ทันสมัยขึ้น แต่เป็นการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสบการณ์ภายในใหม่ทั้งหมด วันนี้ JAPANKURU ขอมาเปิดด้านในของพิพิธภัณฑ์ให้ดูกันว่ามีอะไรใหม่บ้าง
ร้านนาฬิกาฮัตโตริ

หนึ่งในไฮไลต์ครั้งนี้คือการจำลอง Hattori Tokeiten ร้านนาฬิกาฮัตโตริขึ้นมาในขนาดที่เท่าของจริง พร้อมหอนาฬิกาสูงราว 26 เมตร
อาคาร Hattori Tokeiten แห่งนี้ไม่ใช่แค่ร้านนาฬิกาธรรมดา แต่ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของย่านกินซ่าในยุคเมจิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศและพัฒนาเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว หอนาฬิกาสูงตระหง่านของอาคารแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนภาพแทนของความทันสมัยในยุคนั้น และเป็นจุดสังเกตสำคัญของผู้คนที่สัญจรไปมาในโตเกียว
🗣️ถ้าใครเคยไปกินซ่าอาจจะรู้สึกคุ้นตาหอนาฬิกานี้ เพราะอาคารแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของหอนาฬิกาที่เราเห็นกันในปัจจุบันอย่างอาคาร Wako ในกินซ่า ซึ่งยังคงตั้งอยู่และทำหน้าที่บอกเวลามาจนถึงทุกวันนี้
โรงละครคาบุกิ Nakamuraza

นอกจากหอนาฬิกาที่ใหญ่เท่าขนาดจริงแล้ว ยังมี Nakamuraza โรงละครคาบูกิชื่อดังในสมัยเอโดะ โดยถูกจำลองขึ้นในขนาดเท่าจริง มีความกว้างประมาณ 20 เมตร และลึกประมาณ 5.5 เมตร ในสมัยนั้นที่นี่เป็นสถานที่ที่ผู้คนทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือชนชั้นสูง ต่างพากันมาพักผ่อน ลืมความเหนื่อยล้าจากชีวิตประจำวัน และดื่มด่ำไปกับโลกของคาบูกิ
มีการจำลองการตกแต่งโรงละครด้วยป้ายชื่อแนวตั้ง เขียนตัวคันจิใหญ่ ๆ บอกรายละเอียดการแสดงแขวนเรียงกันด้านหน้า โคมไฟ และภาพอุกิโยะบอกเล่าเรื่องราวที่จะแสดง การแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีคือ “คาโอมิเสะ” (kaomise) เพราะเป็นการรวมตัวของนักแสดงชื่อดังไว้ในเวทีเดียว
🗣️ส่วนด้านบนที่เป็นเหมือนปล่อง เรียกว่า ยากูระ(櫓) จริง ๆ แล้วคือหอคอยเล็ก ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ว่าโรงละครแห่งนี้ได้รับการอนุญาตจากโชกุนให้แสดงได้ เนื่องจากในสมัยเอโดะ การเปิดโรงละครต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลโชกุนนั่นเอง

ไม่เพียงด้านหน้าเท่านั้น แต่ความพิเศษคือเปิดให้เข้าชมด้านในของโรงละครด้วย ด้านในจะมีจัดแสดงเครื่องดนตรี อุปกรณ์ประกอบการแสดงวางโชว์อยู่ด้วย
แม้จะเป็นเพียงแบบจำลอง แต่ด้วยขนาดที่เท่าจริงและรายละเอียดที่ครบถ้วน ทำให้บรรยากาศภายในแทบไม่ต่างจากการได้ยืนอยู่ในโรงละครคาบูกิสมัยเอโดะจริง ๆ
เล่าชีวิตความเป็นอยู่ผ่าน “บ้านจำลอง”


หากจะถามว่าอะไรที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนได้มากขึ้น ก็คงไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า ”บ้าน“ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะพาเราไปดูบ้านในแต่ละยุค เริ่มต้นจากยุคเอโดะ ที่ผู้คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้านแถวไม้แบ่งห้องเล็ก ๆ แบบ Nagaya


เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่หลังการเปิดประเทศและเหตุการณ์สำคัญอย่าง แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต ค.ศ. 1923 (Great Kanto Earthquake) รูปแบบที่อยู่อาศัยก็เริ่มเปลี่ยนไป อาคารคอนกรีตเริ่มเข้ามามีบทบาท โดยเฉพาะอพาร์ตเมนต์อย่าง Dojunkai Daikanyama Apartment ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับชีวิตในเมืองที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว


หรือบ้านของผู้คนในช่วงสงคราม ที่มีลักษณะเรียบง่ายและเน้นการใช้งานจริงมากขึ้น ก่อนที่หลังสงคราม เมืองจะเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูและพัฒนาไปสู่รูปแบบการอยู่อาศัยสมัยใหม่
ห้ามพลาดถ้าอยากรู้จักเอโดะมากขึ้น
ผนังสีทองจากเอโดะ


เมื่อเข้ามาที่โถงชั้น 1 ของพิพิธภัณฑ์ สิ่งแรกที่โดดเด่นสะดุดตาคือผนังสีทอง หากมองผ่าน ๆ ก็จะเห็นเป็นผนังสีทองธรรมดา แต่เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ จะได้เห็นรายละเอียดที่ใช้เทคนิค “ซะคัง (左官)” ซึ่งเป็นเทคนิคฉาบปูนแบบดั้งเดิมโดยช่างฝีมือระดับของโตเกียว ช่วยถ่ายทอดทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโตเกียว ผ่านพื้นผิววัสดุและงานฝีมือที่สัมผัสได้จริง
แกลอรี่วิวทิวทัศน์แห่งเอโดะ


ห้องนี้เป็นแกลอรี่จัดแสดงภาพพิมพ์ซีรีส์ “One Hundred Famous Views of Edo” กว่า 120 ชิ้น ของ Utagawa Hiroshige เป็นภาพสถานที่สำคัญของเอโดะในช่วงบั้นปลายชีวิตของศิลปิน

ความน่าสนใจของแกลอรี่นี้คืออยู่ที่การนำเสนอ ที่ไม่เพียงแค่นำภาพมาจัดวางเฉย ๆ แต่ถูกจัดแสดงในคอนเสปต์ของหนังสือนำเที่ยว และยังมีการระบุตำแหน่งสถานที่ในภาพลงบนแผนที่ปัจจุบัน ผู้เข้าชมสามารถสแกน QR code ที่มุมด้านล่าง เพื่อเปรียบเทียบภาพในอดีตกับปัจจุบันได้ด้วยตัวเอง
สรุปเทรนด์จากเอโดะสู่โตเกียว



นอกจากการเล่าเรื่องผ่านโมเดลขนาดใหญ่แล้ว ก่อนจบนิทรรศการหลักบนชั้น 5 ยังมีอีกหนึ่งโซนที่ชวนให้หยุดดู นั่นคือการจัดแสดงภายในตู้กระจกที่ค่อย ๆ ไล่เรียงทามไลน์ของสิ่งของ เครื่องแต่งกาย เทคโนโลยี ไปจนถึงกระแสสังคมและเหตุการณ์สำคัญในแต่ละยุค
รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เติมเต็มภาพที่เราเห็นมาก่อนหน้า ทำให้การเดินชมไม่ได้จบแค่ความรู้สึก แต่ยังเข้าใจพัฒนาการของเมืองนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น



สิ่งหนึ่งที่ทีมงาน JAPANKURU ชอบที่สุดคือการได้เห็นอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุค ตั้งแต่มีแค่ขนมปังกับโอเด้ง จนมาถึงยุคที่เมนูอาหารหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่น่าจะไม่ได้เห็นที่ไทยแน่ ๆ (อีกอย่างคือเขาทำจำลองออกมาได้น่ากินด้วย เลยชอบจุดนี้มากเป็นพิเศษ🍱)
ลองมาสัมผัสโตเกียวเมื่อ 400 ปีก่อนด้วยตัวเองกัน

หลังจากปิดปรับปรุงยาวนานกว่า 4 ปี ตอนนี้ Edo Tokyo Museum ก็กลับมาเปิดให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสโลกของเอโดะกันอีกครั้ง
นอกจากโซนที่แนะนำไปในบทความนี้ จริง ๆ แล้วภายในยังมีนิทรรศการอีกมากมายที่ไม่ได้พูดถึง แต่รับรองว่าเต็มไปด้วยรายละเอียดและความน่าสนใจไม่แพ้กัน และบางอย่างก็เป็นประสบการณ์ที่การอ่านหรือดูรูปอาจถ่ายทอดได้ไม่หมด ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้นถึงจะเข้าใจ
พิพิธภัณฑ์กลับมาเปิดให้เข้าชมอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2026 ใครมีแพลนมาโตเกียวในทริปหน้า อย่าลืมแวะมาสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ด้วยตัวเองนะ ✨
ติดตามข่าวสาร และเรื่องราวอื่น ๆ ส่งตรงจากญี่ปุ่นได้ทางเว็บไซต์ JAPANKURU, Facebook, Instagram, X(twitter)
COMMENT
MAP OF JAPAN
SEARCH BY REGION
LATEST
VIEW MOREEVENT CALENDAR
VIEW MORE