CONTENTS
ปี 2026 เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบหลายอย่างในญี่ปุ่น ระบบเดิม ๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคุ้นชินกำลังถูกปรับใหม่ ทั้งเรื่องการขอคืนภาษี ราคาเข้าชมสถานที่ ราคาที่พัก และความพยายามจัดการ Over-tourism ของญี่ปุ่น ที่กระทบกับนักท่องเที่ยวโดยตรง การรู้ไว้ก่อนจะช่วยให้เที่ยวญี่ปุ่นได้สนุกและราบรื่นมากขึ้น บทความนี้ JAPANKURU เลยขอพาทุกคนมาดู 5 ข้อควรรู้เมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นปี 2026 นี้กัน!
1️⃣ Tax Free สู่ Tax Refund

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนระบบ Tax Free (ปลอดภาษี) ที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย เป็นระบบ Tax Refund (ขอคืนภาษี) จากเดิมที่ซื้อสินค้าแล้วหักภาษีบริโภค 10% ได้ทันทีที่ร้าน ระบบใหม่จะให้ผู้ซื้อจ่ายเงินเต็มจำนวนก่อน แล้วไปขอคืนภาษีที่สนามบินก่อนเดินทางออกนอกประเทศ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องนำสินค้าออกนอกประเทศภายใน 90 วันหลังซื้อ และอาจต้องแสดงใบเสร็จและตัวสินค้าในบางกรณี
บอกเลยว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่กระทบนักท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะจากเดิมที่เผื่อเวลาไปสนามบินแค่เช็คอิน โหลดกระเป๋า หลังจากนี้ต้องไปเผื่อเวลาไปต่อคิวทำเรื่องขอคืนภาษีเพิ่มด้วย หากไม่วางแผนจัดการเวลาดี ๆ อาจเสี่ยงตกเครื่อง หรือไม่ได้ทำเรื่องขอภาษีคืน โดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยวหรือสนามบินใหญ่ อย่างสนามบินนาริตะ ฮาเนดะ คันไซ ชิโตเสะ อาจมีคิวขอคืนภาษียาวกว่าปกติ😢
2️⃣ ใช้บัตรเครดิตแตะเข้าออกบางสถานีได้

แน่นอนว่าเมื่อมาญี่ปุ่น เราต่างตามหาซื้อบัตรรถไฟอย่าง Suica แต่ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 เป็นต้นไป หลายบริษัทขนส่งในญี่ปุ่นเริ่มติดตั้งระบบ “Tap to Ride” ที่ให้ผู้โดยสารใช้บัตรเครดิต / เดบิต / สมาร์ทโฟน แตะเข้า-ออกสถานีได้โดยไม่ต้องใช้ IC Card แบบเดิม
สำหรับสถานีและสายรถไฟที่รองรับระบบนี้ ส่วนมากยังจำกัดอยู่ในเมืองใหญ่และส่วนใหญ่เป็นรถไฟเอกชนหรือรถไฟใต้ดิน รถไฟ JR ยังไม่รองรับเป็นหลัก
โตเกียว
- รถไฟใต้ดิน Toei Subway ใช้ได้ในหลายสถานี
- สาย Keikyu Line ใช้ได้ในหลายสถานี โดยเฉพาะเส้นสนามบิน Haneda
- สาย Yurikamome Line ใช้ได้ครบทุกสถานี
- รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro กำลังทยอยขยาย แต่ยังไม่ครบทุกสาย
โอซาก้า เกียวโต นารา
พื้นที่นี้รองรับ Tap-to-Ride ในหลายเครือข่ายรถไฟเอกชน ซึ่งรองรับเยอะที่สุดในตอนนี้เลย ส่วนมากเป็นสายรถไฟที่ครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างโอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ
- Kintetsu Line
- Hankyu Line
- Hanshin Line
- Keihan Line
ฟุกุโอกะ (Fukuoka)
- รถไฟใต้ดินฟุกุโอกะ รองรับครบทุกสถานีแล้ว
เส้นท่องเที่ยวเฉพาะทาง
- Enoden Line (คามาคุระ – เอโนะชิมะ) ใช้ได้ครบทุกสถานี
แม้ระบบนี้แตะบัตรเครดิตนี้เพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากพกบัตร IC Card เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมทุกสถานีและทุกสายรถไฟ ดังนั้นการพกบัตร IC Card ไว้สำรอง ยังช่วยให้ทริปเดินทางราบรื่นกว่าเดิมได้
3️⃣ เก็บค่าเข้าชมแบบสองราคา

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะได้เห็นหลาย ๆ ที่ทำแบบนี้มากขึ้นในปีนี้ คือเก็บค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวแบบ สองราคา หรือ Dual Pricing แยกระหว่างราคาสำหรับคนท้องถิ่นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ บางสถานที่เริ่มประกาศแล้วว่าจะใช้มาตรการนี้ อย่างเช่นที่ปราสาทฮิเมจิ ในขณะที่บางทีก็ยังอยู่ในขั้นพิจารณา
มาตรการนี้กระทบนักท่องเที่ยวอย่างเราโดยตรง เราอาจจะต้องจ่ายค่าเข้าสูงขึ้นในบางสถานที่เที่ยว แนะนำให้ลองตรวจสอบที่เว็บไซต์ทางการของแต่ละที่เที่ยวก่อนไป เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายอีกครั้ง
เมื่อปีที่แล้ว JAPANKURU เคยเขียนบทความเล่าเรื่องระบบสองราคานี้ไว้แล้ว เผื่อใครอยากย้อนกลับไปอ่าน คลิกที่ปุ่มด้านล่างได้เลย
4️⃣ อาจต้องจ่ายค่าที่พักแพงขึ้นในเมืองยอดฮิต

เนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวล้น ทำให้เมืองยอดฮิตของนักท่องเที่ยวอย่างเกียวโต ได้ประกาศปรับเพิ่มอัตราภาษีที่พัก ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป โดยเพิ่มระดับภาษีให้สูงขึ้นสำหรับที่พักราคาแพง เพื่อช่วยสนับสนุนงบประมาณจัดการการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ซึ่งรวมถึงการดูแลสถานที่สำคัญและการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
จากการเพิ่มภาษีที่พักนี้ นักท่องเที่ยวอาจต้องเผื่องบที่พักมากขึ้น หรือพิจารณาพักในเมืองรอบ ๆ แล้วเดินทางเข้าเมืองแทน
สำหรับใครที่อยากรู้ว่าปรับเพิ่มขึ้นเท่าไรบ้าง คำนวณยังไง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความด้านล่างเลย
5️⃣ พก Power Bank ขึ้นเครื่องได้ แต่…
อีกหนึ่งเรื่องที่เล็ก แต่สำคัญมากสำหรับนักเดินทางอย่างเรา ๆ คือการพก Power Bank ขึ้นเครื่องบิน หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ประกาศกฏใหม่เกี่ยวกับการพกและใช้พาวเวอร์แบงก์ในห้องโดยสารบนเครื่องบิน หลาย ๆ คนอาจจะงงว่าสรุปใช้ได้อยู่ไหม JAPANKURU ขอสรุปมาให้ตามด้านล่างเลย
ปัจจุบัน พาวเวอร์แบงก์ยังสามารถพกขึ้นเครื่องได้ โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้
■ ห้ามโหลดใต้ท้องเครื่อง ต้องอยู่ในกระเป๋าถือ (carry-on) เท่านั้น!
■ ที่พาวเวอร์แบงก์ต้องระบุความจุให้เห็นชัดเจน
■ จำกัดความจุของพาวเวอร์แบงก์ ดังนี้
・น้อยกว่า 100Wh (ประมาณ < 20,000 mAh): นำขึ้นเครื่องได้ไม่จำกัดจำนวน
・100Wh – 160Wh (ประมาณ 20,000 – 32,000 mAh) นำขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน (บางสายการบินอาจต้องทำเรื่องขออนุญาตนำขึ้นเครื่อง)
・มากกว่า 160Wh (ประมาณ > 32,000 mAh) ห้ามนำขึ้นเครื่อง
■ ห้ามเก็บไว้บนช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ ให้เก็บไว้ในจุดที่มองเห็นได้ตลอดเวลา อย่างเช่นกระเป๋าด้านหน้าที่นั่ง
■ หลายสายการบินไม่แนะนำและไม่อนุญาตให้ใช้พาวเวอร์แบงก์บนเครื่อง กรุณาตรวจสอบกับสายการบินอีกครั้งก่อนใช้งานนะคะ
⭐️แถม ระบบ JESTA คาดว่าจะเริ่มใช้ปี 2028 เป็นต้นไป

แม้จะไม่เริ่มใช้ในปี 2026 แต่เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ควรรู้ไว้ก่อน คือระบบ JESTA (Japan Electronic System for Travel Authorization) ซึ่งเป็นระบบลงทะเบียนเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นล่วงหน้าสำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ปัจจุบันไม่ต้องขอวีซ่า
คิดว่าใครที่เคยไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาหรือเกาหลีใต้ อาจจะพอนึกภาพตามออก เพราะระบบ JESTA นี้คล้าย ๆ กับ ESTA ของสหรัฐอเมริกา หรือ K-ETA ของเกาหลีใต้นั่นเอง วิธีการคือนักท่องเที่ยวจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว แผนการเดินทาง และข้อมูลพื้นฐานอื่น ๆ ผ่านระบบออนไลน์ก่อนเดินทางเข้าญี่ปุ่น และรอการอนุมัติล่วงหน้า เหตุผลที่จะนำระบบนี้เข้ามาใช้ก็เพื่อรับมือกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยกระดับความปลอดภัยด้านการเข้าเมือง
สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ แม้ในปี 2026 จะยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับ JESTA แต่ใครที่มีแผนเดินทางไปญี่ปุ่นบ่อย หรือวางแผนเที่ยวระยะยาวในอนาคต ก็ควรติดตามความคืบหน้าของระบบนี้ไว้ เพราะในอนาคตการขึ้นเครื่องบินมาเที่ยวญี่ปุ่น อาจไม่ได้ใช้แค่ตั๋วเครื่องบิน พาสปอร์ต ใบตม. (หรือ Visit Japan Web อีกแล้ว) แต่ต้องเตรียมการล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้น
ตอนนี้ญี่ปุ่นก็เร่งเตรียมระบบให้พร้อมใช้งานอยู่ หากมีความคืบหน้าอื่น ๆ มาเพิ่ม JAPANKURU จะมาอัปเดตให้รู้ก่อนใครเลย!
ติดตามข่าวสาร และเรื่องราวอื่น ๆ ส่งตรงจากญี่ปุ่นได้ทางเว็บไซต์ JAPANKURU, Facebook, Instagram, X(twitter)
COMMENT
MAP OF JAPAN
SEARCH BY REGION
LATEST
VIEW MOREEVENT CALENDAR
VIEW MORE